หากลองสังเกตไลฟ์สไตล์ของผู้ชายและผู้หญิงวัยทำงานในปัจจุบัน หลายคนดูแลตัวเองเป็นอย่างดี ทั้งออกกำลังกาย เลือกรับประทานโปรตีน และพยายามนอนหลับให้เพียงพอ แต่มีอีกหนึ่งเรื่องที่มักถูกมองข้าม นั่นคือ “วิตามินดี” ไม่ใช่เพราะละเลยสุขภาพ แต่หลายครั้งเป็นเพราะตารางชีวิตที่เร่งรีบ ออกจากบ้านแต่เช้า ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในออฟฟิศ และกลับถึงบ้านเมื่อแดดเริ่มหมดแล้ว จนแทบไม่มีโอกาสได้รับแสงแดดในช่วงเวลาที่เหมาะสม ส่งผลให้ร่างกายอาจได้รับวิตามินดีไม่เพียงพอโดยไม่รู้ตัว
แม้วิตามินดีจะเป็นที่รู้จักในเรื่องการเสริมสร้างกระดูก แต่จริง ๆ แล้ว ยังมีบทบาทต่อระบบภูมิคุ้มกัน การทำงานของกล้ามเนื้อ การควบคุมการอักเสบ รวมถึงสุขภาพของเส้นผมและหนังศีรษะอีกด้วย งานวิจัยพบว่า วิตามินดีมีส่วนเกี่ยวข้องกับวงจรการเจริญเติบโตของเส้นผม ผ่านตัวรับวิตามินดี (Vitamin D Receptor หรือ VDR) ที่อยู่บริเวณรากผม ผู้ที่มีระดับวิตามินดีต่ำจึงอาจมีแนวโน้มพบปัญหาผมร่วงบางชนิดได้มากกว่าคนทั่วไป แม้ไม่ได้หมายความว่าการเสริมวิตามินดีจะช่วยแก้ปัญหาผมร่วงได้ทุกกรณี แต่การมีระดับวิตามินดีที่เหมาะสมก็ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนการทำงานของรากผม
หลายคนอาจเคยได้ยินว่าการออกแดดช่วยสร้างวิตามินดี ซึ่งเป็นเรื่องจริง แต่ร่างกายไม่ได้ใช้แสงแดดทุกชนิดในการสังเคราะห์วิตามินดี เพราะในแสงแดดมีรังสีหลายประเภท ได้แก่ UVA ที่เป็นสาเหตุของผิวแก่ก่อนวัยและริ้วรอย และ UVB ที่ช่วยกระตุ้นการสร้างวิตามินดี
หากต้องการรับวิตามินดีจากธรรมชาติ ช่วงเวลาที่เหมาะคือ ก่อน 08.00 น. หรือหลัง 16.00 น. เพียงออกไปเดินเล่น เดินไปซื้อกาแฟ วิ่งเบา ๆ หรือออกกำลังกายกลางแจ้งประมาณ 5–30 นาที โดยให้แขนหรือขาได้รับแสงแดดบ้าง ก็เพียงพอที่จะช่วยให้ร่างกายเริ่มสร้างวิตามินดี ทั้งนี้ ระยะเวลาที่เหมาะสมอาจแตกต่างกันไปตามสีผิว สภาพอากาศ และแต่ละบุคคล ในทางกลับกัน ช่วง 08.00–16.00 น. เป็นเวลาที่รังสี UV มีความเข้มข้นสูง หากต้องอยู่กลางแจ้งต่อเนื่องโดยไม่มีการป้องกัน อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อผิวไหม้ ฝ้า กระ จุดด่างดำ ริ้วรอยก่อนวัย รวมถึงผิวหมองคล้ำ หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ควรสวมหมวก เสื้อแขนยาว หรือใช้ครีมกันแดด เพื่อช่วยปกป้องผิวไปพร้อมกับการดูแลสุขภาพ
การขาดวิตามินดีมักไม่แสดงอาการที่ชัดเจน หลายคนยังใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่บางครั้งร่างกายอาจส่งสัญญาณเล็ก ๆ เช่น เหนื่อยง่าย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ไม่มีแรง เป็นหวัดบ่อย หรือแผลหายช้ากว่าปกติ ในส่วนของเส้นผม บางคนอาจเริ่มสังเกตว่าผมร่วงมากขึ้น ผมบางลงทีละน้อย หรือเส้นผมเปราะขาดง่าย อย่างไรก็ตาม อาการเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าเกิดจากการขาดวิตามินดีเสมอไป เพราะปัญหาผมร่วงอาจเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม ฮอร์โมน ความเครียด การพักผ่อน หรือการขาดสารอาหารชนิดอื่นร่วมด้วย
วิธีที่ช่วยให้ทราบได้ชัดเจนคือ การตรวจเลือด เพื่อวัดระดับ 25-hydroxyvitamin D [25(OH)D] จากนั้นแพทย์จะประเมินผลร่วมกับอาการและประวัติสุขภาพ ก่อนแนะนำแนวทางที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการปรับพฤติกรรม รับแสงแดดมากขึ้น ปรับอาหาร หรือเสริมวิตามินดีเมื่อมีข้อบ่งชี้ เพราะการรับประทานวิตามินดีเองในปริมาณสูงอาจไม่เหมาะกับทุกคน
หากตรวจพบว่าร่างกายได้รับวิตามินดีไม่เพียงพอ การปรับพฤติกรรมหรือเสริมวิตามินดีตามคำแนะนำของแพทย์ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่สำหรับหลายคน ปัญหาผมร่วงอาจมีปัจจัยอื่นร่วมด้วย ไม่ว่าจะเป็นพันธุกรรม ฮอร์โมน หรือภาวการณ์อักเสบของหนังศีรษะ ด้วยเหตุนี้ การดูแลที่เหมาะสมจึงควรเริ่มจากการค้นหาสาเหตุของแต่ละคน มากกว่ามุ่งแก้ไขเพียงปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง
ด้วยความตั้งใจที่จะดูแลปัญหาผมร่วงอย่างรอบด้าน คุณหมอนินจึงพัฒนา Hair Revive Program โปรแกรมฟื้นบำรุงเส้นผมและหนังศีรษะที่ต่อยอดจากงานวิจัยร่วมกับทีมแพทย์จากเกาหลีใต้และอินโดนีเซีย โดยผสานสารสกัดจากธรรมชาติเข้ากับเทคโนโลยีทางการแพทย์ เพื่อช่วยดูแลเส้นผมและหนังศีรษะอย่างอ่อนโยน
ก่อนเริ่มโปรแกรม แพทย์จะประเมินสภาพหนังศีรษะและรากผมอย่างละเอียด เพื่อวางแผนการดูแลให้เหมาะกับแต่ละบุคคล จากนั้นจึงใช้ Low-Level Laser Therapy (LLLT) เพื่อช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือด ตามด้วย Microneedle Therapy เพื่อเพิ่มการดูดซึมสารสำคัญ ก่อนปิดท้ายด้วยการทาสารสกัดไคโตซานและสารอาหารที่จำเป็นลงบนหนังศีรษะ การดูแลใช้เวลาประมาณ 45–60 นาที หลังทำสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ จึงเหมาะกับผู้ชายวัยทำงานที่ต้องการดูแลเส้นผมโดยไม่กระทบกับตารางชีวิตที่ค่อนข้างเร่งรีบ
สุขภาพของเส้นผมเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย และวิตามินดีก็เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ควรพิจารณา อย่างไรก็ตาม การมีระดับวิตามินดีต่ำไม่ได้หมายความว่าเป็นสาเหตุหลักของผมร่วง และการแก้ไขระดับวิตามินดีเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากมีปัจจัยอื่นร่วมด้วย การประเมินสาเหตุและดูแลสุขภาพโดยรวมจึงมีความสำคัญ
หากเริ่มสังเกตว่าผมร่วงมากขึ้นหรือผมบางลง ควรพิจารณาปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินลักษณะของผมร่วง อาการร่วม ประวัติสุขภาพ และปัจจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยให้สามารถเลือกแนวทางการดูแลที่เหมาะสมกับสาเหตุและแต่ละบุคคล
แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม
1. Systematic review และ meta-analysis เกี่ยวกับระดับ 25(OH)D และโรคผมร่วงแบบไม่เกิดแผลเป็น (2024).
2. Systematic review และ meta-analysis เกี่ยวกับ Vitamin D deficiency ในผู้ที่มี alopecia (2024).
3. World Health Organization (WHO). Ultraviolet radiation และแนวทางการป้องกันรังสี UV.